พร้อมทดสอบวัดระดับฟรี
53 VIEWS | 5 MINS READ Monday 31 / 08 / 2026
CEFR คือกรอบมาตรฐานสากลที่ใช้บอกและอธิบายระดับความสามารถทางภาษา ตั้งแต่ A1 ถึง C2 ครอบคลุมทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน ส่วน CEFR Test เป็นคำที่ใช้เรียกแบบทดสอบภาษาอังกฤษที่สามารถนำผลไปประเมินหรือเทียบกับระดับ CEFR ไม่ได้หมายถึงข้อสอบมาตรฐานเพียงฉบับเดียว
แล้วทำไมต้องสอบภาษาอังกฤษ? ผลสอบช่วยให้รู้ระดับความสามารถของตัวเองอย่างเป็นระบบ และสามารถนำไปใช้ประกอบการสมัครงาน สมัครเรียน ประเมินทักษะในองค์กร หรือวางแผนพัฒนาภาษาอังกฤษให้เหมาะกับเป้าหมาย
ดังนั้น การเข้าใจว่า CEFR คืออะไร แต่ละระดับแตกต่างกันอย่างไร รวมถึง CEFR Test และ English Test ต่างกันอย่างไร จะช่วยให้เลือกข้อสอบและเตรียมตัวได้ตรงกับเป้าหมายมากขึ้น
CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) คือ กรอบมาตรฐานที่ใช้บอกระดับความสามารถทางภาษา โดยแบ่งระดับความสามารถออกเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ A1 ถึง C2
ระดับ CEFR แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
หมายเหตุ: CEFR เป็นกรอบอ้างอิงสำหรับอธิบายระดับความสามารถทางภาษา ไม่ใช่ชื่อข้อสอบภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ
คำว่า CEFR Test และ English Test อาจถูกใช้เรียกการสอบภาษาอังกฤษในหลายบริบท แต่ไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกัน
นอกจากนี้ยังมีข้อสอบภาษาอังกฤษมาตรฐานหลายประเภทที่สามารถนำผลไปใช้ประกอบการประเมินหรือเทียบกับระดับ CEFR ได้ เช่น IELTS, TOEFL, TOEIC และ Cambridge English Exams โดยแต่ละข้อสอบมีรูปแบบ คะแนน และเกณฑ์การประเมินของตัวเอง
ดังนั้น หากเห็นประกาศว่า “ต้องมีภาษาอังกฤษระดับ B2” ไม่ได้หมายความว่าต้องสอบข้อสอบชื่อ CEFR Test โดยเฉพาะ แต่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่าองค์กรหรือสถาบันนั้นกำหนดให้ใช้ข้อสอบอะไร และต้องได้คะแนนเท่าไร
การสอบภาษาอังกฤษไม่ได้มีประโยชน์แค่สำหรับคนที่ต้องการเรียนต่อ แต่ยังนำไปใช้ในการทำงานและการพัฒนาตัวเองได้อีกหลายด้าน
แบบทดสอบช่วยให้เห็นระดับภาษาอังกฤษของตัวเองอย่างเป็นระบบ แทนการประเมินจากความรู้สึกว่า “ฟังได้บ้าง พูดได้บ้าง"
บางองค์กรกำหนดระดับภาษาอังกฤษสำหรับตำแหน่งงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องสื่อสารกับลูกค้าต่างชาติ ประชุม หรือทำงานกับทีมต่างประเทศ ผลสอบจึงช่วยแสดงระดับความสามารถทางภาษาได้
สถาบันการศึกษาบางแห่งอาจกำหนดผลสอบภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำหรับการสมัครเรียน โดยข้อสอบและคะแนนที่ยอมรับจะแตกต่างกันไปตามแต่ละสถาบัน
เมื่อรู้ว่าตัวเองอยู่ระดับไหน ก็สามารถกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น เช่น จาก B1 ต้องการพัฒนาไป B2 หรือจาก B2 ไป C1 แทนการฝึกภาษาอังกฤษแบบไม่มีเป้าหมาย
หากทำแบบทดสอบก่อนและหลังการฝึกภาษา จะช่วยให้เห็นว่าทักษะภาษาอังกฤษพัฒนาขึ้นหรือยัง และส่วนไหนที่ควรกลับไปฝึกเพิ่มเติม
เนื่องจาก CEFR เป็นกรอบอ้างอิง ไม่ใช่ข้อสอบ รูปแบบการวัดจึงขึ้นอยู่กับแบบทดสอบภาษาอังกฤษที่เลือกใช้ โดยข้อสอบบางประเภทอาจประเมินครบทั้ง 4 ทักษะ ขณะที่บางข้อสอบอาจเน้นเพียงบางทักษะ
ทักษะสำคัญที่พบได้ในการประเมินภาษาอังกฤษ ได้แก่
นอกจากนี้บางข้อสอบยังมี Grammar และ Vocabulary เพื่อประเมินความรู้ด้านโครงสร้างภาษาและคำศัพท์เพิ่มเติม
ดังนั้น ก่อนเตรียมสอบควรตรวจสอบก่อนว่าแบบทดสอบที่ต้องการสอบวัดทักษะใดบ้าง เพราะรูปแบบและเกณฑ์การให้คะแนนของแต่ละข้อสอบอาจแตกต่างกัน
ถ้าต้องสอบภาษาอังกฤษเร็ว ๆ นี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่การพยายามจำทุกอย่างให้ได้ แต่คือการรู้ว่าตัวเองต้องพัฒนาอะไรและฝึกให้ตรงจุด
ก่อนเริ่มอ่านหนังสือหรือทำแบบฝึกหัด ลองทำ Placement Test หรือแบบทดสอบวัดระดับก่อน เพื่อดูว่าตัวเองมีจุดแข็งและจุดอ่อนตรงไหน เมื่อรู้ระดับแล้ว จะช่วยให้เลือกเนื้อหาที่เหมาะกับตัวเอง และไม่เสียเวลาไปกับบทเรียนที่ง่ายหรือยากเกินไป
อย่าเพิ่งเริ่มอ่านแบบสุ่ม ๆ ควรศึกษาก่อนว่าข้อสอบที่กำลังจะสอบมีพาร์ตอะไรบ้าง ใช้เวลาเท่าไร และแต่ละส่วนวัดทักษะอะไร การรู้โครงสร้างข้อสอบจะช่วยให้วางแผนเวลาและเตรียมตัวได้แม่นยำขึ้น
หากต้องการพัฒนาระดับภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น ควรฝึกจากเนื้อหาที่พบได้จริง เช่น Podcast ข่าว คลิปวิดีโอ บทสนทนา หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน
โดยเฉพาะคนที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน การฝึกจากสถานการณ์อย่าง Meeting, Presentation หรือการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน จะช่วยให้สามารถนำภาษาไปใช้ได้จริงมากกว่าการจำคำศัพท์เพียงอย่างเดียว
หนึ่งในทักษะสำคัญของการทำข้อสอบภาษาอังกฤษคือการอ่านหรือฟังเพื่อจับ Main Idea และรายละเอียดสำคัญ
ไม่จำเป็นต้องรู้ความหมายของทุกคำในประโยค หากเข้าใจบริบทและจับใจความสำคัญได้ ก็สามารถตอบคำถามได้แม่นยำขึ้น
แทนที่จะท่องคำศัพท์เป็นรายการยาว ๆ ลองเรียนรู้คำศัพท์พร้อมประโยคตัวอย่าง และนำไปแต่งประโยคของตัวเอง
วิธีนี้ช่วยให้จำได้ทั้งความหมาย วิธีใช้ และบริบทของคำศัพท์ ซึ่งมีประโยชน์ทั้งในการทำข้อสอบและการสื่อสารจริง
เมื่อใกล้สอบ ควรจำลองสถานการณ์สอบจริงและจับเวลาไปด้วย เพราะหลายคนไม่ได้ทำข้อสอบผิดเพราะไม่รู้คำตอบ แต่เสียคะแนนเพราะบริหารเวลาไม่ทัน
หลังทำเสร็จควรวิเคราะห์ข้อผิดพลาดว่าเกิดจากอะไร เช่น ไม่รู้ศัพท์ อ่านไม่ทัน เข้าใจคำถามผิด หรือเลือกคำตอบโดยไม่ดูบริบท
การพัฒนาภาษาอังกฤษต้องอาศัยการฝึกอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวัน
ลองแบ่งเวลาเพียงวันละ 20-30 นาที เช่น ฟังภาษาอังกฤษ 10 นาที อ่าน 10 นาที และพูดหรือทบทวนคำศัพท์อีก 10 นาที วิธีนี้ช่วยให้เกิดความคุ้นเคยกับภาษาและทำต่อเนื่องได้ง่ายกว่า
CEFR เป็นกรอบมาตรฐานที่ใช้บอกระดับความสามารถทางภาษา แต่ไม่ได้กำหนดคะแนนกลางสำหรับข้อสอบภาษาอังกฤษแต่ละประเภท เพราะ IELTS, TOEFL และ TOEIC มีรูปแบบการสอบและระบบคะแนนที่แตกต่างกัน ดังนั้น คะแนนสอบจึงสามารถนำมา เทียบเคียงกับระดับ CEFR ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคะแนนของแต่ละข้อสอบจะเทียบเท่ากันโดยตรง
ตัวอย่างการเทียบคะแนนกับระดับ CEFR มีดังนี้:
L = Listening, R = Reading
หมายเหตุ:
แหล่งอ้างอิง:
โดยทั่วไป ระดับ B2 สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างคล่องในหลายสถานการณ์ ส่วนระดับ C1–C2 สามารถใช้ภาษาได้คล่องและรับมือกับเนื้อหาที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ทั้งนี้ ระดับภาษาอังกฤษที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายและบริบทในการใช้งาน
GECB (Globish English Competency Benchmark) คือแบบทดสอบประเมินระดับภาษาอังกฤษของ Globish ที่อ้างอิงมาตรฐาน CEFR เพื่อประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับ A1–C2 โดยครอบคลุมทั้ง Listening, Speaking, Reading และ Writing
ผลการประเมินช่วยให้ผู้สอบเห็นระดับภาษาอังกฤษของตัวเองอย่างเป็นระบบ และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาภาษาอังกฤษให้เหมาะกับเป้าหมาย โดยมีการนำผล GECB ไปใช้ในการประเมินภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR ในสถานศึกษาของกรุงเทพมหานครด้วย
หากต้องการรู้ว่าตัวเองมีระดับภาษาอังกฤษอยู่ที่ระดับไหน สามารถ ขอทดสอบ GECB กับ Globish เพื่อประเมินระดับภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR และนำผลไปวางแผนพัฒนาทักษะให้ตรงกับเป้าหมายได้
CEFR ไม่มีอายุผลสอบในตัวเอง เนื่องจาก CEFR เป็นกรอบอ้างอิงสำหรับอธิบายระดับความสามารถทางภาษา ไม่ใช่ข้อสอบที่มีวันหมดอายุ
สำหรับผลสอบภาษาอังกฤษ โดยทั่วไป IELTS, TOEFL iBT และ TOEIC มีระยะเวลาการใช้งานประมาณ 2 ปี แต่รายละเอียดการรับรองอาจแตกต่างกันตามหน่วยงานหรือสถาบันที่นำคะแนนไปใช้
ดังนั้น หากต้องใช้ผลสอบเพื่อสมัครงาน สมัครเรียน หรือยื่นเอกสาร ควรตรวจสอบเงื่อนไขของหน่วยงานนั้นโดยตรงก่อนใช้งาน เพราะแต่ละองค์กรอาจกำหนดระยะเวลาการรับคะแนนแตกต่างกัน
TOEFL คืออะไร สำคัญไหม สอบไปทำไม
รวมไว้ที่นี่แล้ว! ข้อมูล IELTS ที่ต้องรู้ก่อนสอบ
10 แกรมม่าเจอบ่อยใน TOEIC พร้อมแบบฝึกหัด
ได้ CEFR เป็นกรอบอ้างอิงสำหรับภาษาต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะภาษาอังกฤษ โดยสามารถใช้เพื่ออธิบายระดับความสามารถทางภาษาในด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียน
ควรเริ่มจากการประเมินระดับภาษาและศึกษารูปแบบข้อสอบที่ต้องการสอบ จากนั้นวางแผนฝึกให้ตรงกับทักษะที่ข้อสอบวัด เช่น Listening, Speaking, Reading และ Writing พร้อมฝึกทำข้อสอบและจับเวลาอย่างสม่ำเสมอ
สามารถทำแบบทดสอบภาษาอังกฤษที่มีการประเมินผลตามกรอบ CEFR เพื่อดูระดับความสามารถของตัวเองตั้งแต่ A1–C2 ได้ โดยควรเลือกแบบทดสอบที่เหมาะกับเป้าหมายและทักษะที่ต้องการประเมิน
ได้ ระดับความสามารถทางภาษาสามารถพัฒนาได้จากการเรียนและฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้ที่อยู่ระดับ B1 สามารถพัฒนาทักษะไปสู่ระดับ B2 หรือสูงขึ้นได้ตามประสบการณ์และการฝึกภาษา
สามารถใช้ประกอบการสมัครงานได้ หากบริษัทกำหนดระดับภาษาอังกฤษตาม CEFR หรือยอมรับผลสอบที่ระบุระดับ CEFR อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละบริษัทว่าต้องการระดับใดและยอมรับผลสอบประเภทไหน