CEFR คืออะไร? สอบ CEFR Test และ English Test ทำไม | Globish

53 VIEWS | 5 MINS READ Monday 31 / 08 / 2026


CEFR คืออะไร? สอบ CEFR Test และ English Test ทำไม | Globish

CEFR คือกรอบมาตรฐานสากลที่ใช้บอกและอธิบายระดับความสามารถทางภาษา ตั้งแต่ A1 ถึง C2 ครอบคลุมทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน ส่วน CEFR Test เป็นคำที่ใช้เรียกแบบทดสอบภาษาอังกฤษที่สามารถนำผลไปประเมินหรือเทียบกับระดับ CEFR ไม่ได้หมายถึงข้อสอบมาตรฐานเพียงฉบับเดียว

แล้วทำไมต้องสอบภาษาอังกฤษ? ผลสอบช่วยให้รู้ระดับความสามารถของตัวเองอย่างเป็นระบบ และสามารถนำไปใช้ประกอบการสมัครงาน สมัครเรียน ประเมินทักษะในองค์กร หรือวางแผนพัฒนาภาษาอังกฤษให้เหมาะกับเป้าหมาย

ดังนั้น การเข้าใจว่า CEFR คืออะไร แต่ละระดับแตกต่างกันอย่างไร รวมถึง CEFR Test และ English Test ต่างกันอย่างไร จะช่วยให้เลือกข้อสอบและเตรียมตัวได้ตรงกับเป้าหมายมากขึ้น

 

CEFR คืออะไร?

CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) คือ กรอบมาตรฐานที่ใช้บอกระดับความสามารถทางภาษา โดยแบ่งระดับความสามารถออกเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ A1 ถึง C2

ระดับ CEFR แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

 

1. ระดับพื้นฐาน (Basic User)

  • A1 – Beginner (ระดับเริ่มต้น)
    สามารถเข้าใจและใช้ภาษาอังกฤษพื้นฐานในชีวิตประจำวันได้ เช่น การทักทาย แนะนำตัว ถาม-ตอบข้อมูลส่วนตัว หรือสื่อสารเรื่องง่าย ๆ
  • A2 – Elementary (ระดับต้น)
    สามารถเข้าใจคำศัพท์และประโยคที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่องครอบครัว การทำงาน การเดินทาง หรือการซื้อของ รวมถึงสื่อสารในสถานการณ์ทั่วไปที่ไม่ซับซ้อนได้

2. ระดับกลาง (Independent User)

  • B1 – Intermediate (ระดับกลาง)
    สามารถสื่อสารในเรื่องที่คุ้นเคยหรือเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันได้ เข้าใจใจความสำคัญของบทสนทนาและเนื้อหาทั่วไป รวมถึงสามารถเล่าเหตุการณ์ อธิบายประสบการณ์ และแสดงความคิดเห็นเป็นภาษาอังกฤษได้
  • B2 – Upper Intermediate (ระดับกลางสูง)
    สามารถเข้าใจเนื้อหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น และสื่อสารเกี่ยวกับการเรียน การทำงาน หรือเรื่องทั่วไปได้อย่างค่อนข้างคล่อง สามารถอธิบายความคิดเห็นและให้เหตุผลได้อย่างชัดเจน

3. ระดับสูง (Proficient User)

  • C1 – Advanced (ระดับสูง)
    สามารถเข้าใจเนื้อหาภาษาอังกฤษที่มีความซับซ้อน และใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่วและยืดหยุ่นในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งด้านการเรียน การทำงาน และการสื่อสารทั่วไป
  • C2 – Proficient (ระดับเชี่ยวชาญ)
    สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้อย่างละเอียดและแม่นยำ รวมถึงสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นธรรมชาติ และเหมาะสมกับบริบท แม้เนื้อหาจะมีความซับซ้อน

หมายเหตุ: CEFR เป็นกรอบอ้างอิงสำหรับอธิบายระดับความสามารถทางภาษา ไม่ใช่ชื่อข้อสอบภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ

 

CEFR Test กับ English Test คืออะไร?

คำว่า CEFR Test และ English Test อาจถูกใช้เรียกการสอบภาษาอังกฤษในหลายบริบท แต่ไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกัน

 

  • CEFR Test มักใช้เรียกแบบทดสอบภาษาอังกฤษที่นำ ผลการประเมินไปเทียบหรือระบุระดับตามกรอบ CEFR เช่น A1, A2, B1, B2, C1 หรือ C2 โดยไม่ได้หมายถึงข้อสอบมาตรฐานเพียงฉบับเดียว
  • English Test เป็นคำเรียกกว้าง ๆ สำหรับแบบทดสอบภาษาอังกฤษ ซึ่งอาจวัดทักษะด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายทักษะร่วมกัน เช่น Listening, Speaking, Reading, Writing, Grammar และ Vocabulary

นอกจากนี้ยังมีข้อสอบภาษาอังกฤษมาตรฐานหลายประเภทที่สามารถนำผลไปใช้ประกอบการประเมินหรือเทียบกับระดับ CEFR ได้ เช่น IELTS, TOEFL, TOEIC และ Cambridge English Exams โดยแต่ละข้อสอบมีรูปแบบ คะแนน และเกณฑ์การประเมินของตัวเอง

ดังนั้น หากเห็นประกาศว่า “ต้องมีภาษาอังกฤษระดับ B2” ไม่ได้หมายความว่าต้องสอบข้อสอบชื่อ CEFR Test โดยเฉพาะ แต่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมว่าองค์กรหรือสถาบันนั้นกำหนดให้ใช้ข้อสอบอะไร และต้องได้คะแนนเท่าไร

 

สอบ CEFR หรือ English Test ไปทำไม?

การสอบภาษาอังกฤษไม่ได้มีประโยชน์แค่สำหรับคนที่ต้องการเรียนต่อ แต่ยังนำไปใช้ในการทำงานและการพัฒนาตัวเองได้อีกหลายด้าน

1. ใช้ประเมินระดับภาษาอังกฤษของตัวเอง

แบบทดสอบช่วยให้เห็นระดับภาษาอังกฤษของตัวเองอย่างเป็นระบบ แทนการประเมินจากความรู้สึกว่า “ฟังได้บ้าง พูดได้บ้าง"

2. ใช้ประกอบการสมัครงาน

บางองค์กรกำหนดระดับภาษาอังกฤษสำหรับตำแหน่งงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องสื่อสารกับลูกค้าต่างชาติ ประชุม หรือทำงานกับทีมต่างประเทศ ผลสอบจึงช่วยแสดงระดับความสามารถทางภาษาได้

3. ใช้ประกอบการเรียนต่อ

สถาบันการศึกษาบางแห่งอาจกำหนดผลสอบภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำหรับการสมัครเรียน โดยข้อสอบและคะแนนที่ยอมรับจะแตกต่างกันไปตามแต่ละสถาบัน

4. ใช้ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาภาษา

เมื่อรู้ว่าตัวเองอยู่ระดับไหน ก็สามารถกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น เช่น จาก B1 ต้องการพัฒนาไป B2 หรือจาก B2 ไป C1 แทนการฝึกภาษาอังกฤษแบบไม่มีเป้าหมาย

5. ใช้ตรวจสอบพัฒนาการของตัวเอง

หากทำแบบทดสอบก่อนและหลังการฝึกภาษา จะช่วยให้เห็นว่าทักษะภาษาอังกฤษพัฒนาขึ้นหรือยัง และส่วนไหนที่ควรกลับไปฝึกเพิ่มเติม

 

English Test วัดทักษะอะไรบ้าง?

เนื่องจาก CEFR เป็นกรอบอ้างอิง ไม่ใช่ข้อสอบ รูปแบบการวัดจึงขึ้นอยู่กับแบบทดสอบภาษาอังกฤษที่เลือกใช้ โดยข้อสอบบางประเภทอาจประเมินครบทั้ง 4 ทักษะ ขณะที่บางข้อสอบอาจเน้นเพียงบางทักษะ

ทักษะสำคัญที่พบได้ในการประเมินภาษาอังกฤษ ได้แก่

  • Listening การฟังและจับใจความจากบทสนทนาหรือเนื้อหาภาษาอังกฤษ
  • Speaking การพูดและสื่อสาร รวมถึงการตอบคำถาม แสดงความคิดเห็น หรืออธิบายเรื่องต่าง ๆ
  • Reading การอ่านและทำความเข้าใจข้อมูลหรือเนื้อหาภาษาอังกฤษ
  • Writing การเขียนเพื่อสื่อสารข้อมูล ความคิด หรือความคิดเห็นอย่างเหมาะสม

นอกจากนี้บางข้อสอบยังมี Grammar และ Vocabulary เพื่อประเมินความรู้ด้านโครงสร้างภาษาและคำศัพท์เพิ่มเติม

ดังนั้น ก่อนเตรียมสอบควรตรวจสอบก่อนว่าแบบทดสอบที่ต้องการสอบวัดทักษะใดบ้าง เพราะรูปแบบและเกณฑ์การให้คะแนนของแต่ละข้อสอบอาจแตกต่างกัน

 

เทคนิคเตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษให้ได้ผล

ถ้าต้องสอบภาษาอังกฤษเร็ว ๆ นี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่การพยายามจำทุกอย่างให้ได้ แต่คือการรู้ว่าตัวเองต้องพัฒนาอะไรและฝึกให้ตรงจุด

1. เช็กระดับภาษาอังกฤษของตัวเองก่อน

ก่อนเริ่มอ่านหนังสือหรือทำแบบฝึกหัด ลองทำ Placement Test หรือแบบทดสอบวัดระดับก่อน เพื่อดูว่าตัวเองมีจุดแข็งและจุดอ่อนตรงไหน เมื่อรู้ระดับแล้ว จะช่วยให้เลือกเนื้อหาที่เหมาะกับตัวเอง และไม่เสียเวลาไปกับบทเรียนที่ง่ายหรือยากเกินไป

2. ทำความเข้าใจรูปแบบข้อสอบ

อย่าเพิ่งเริ่มอ่านแบบสุ่ม ๆ ควรศึกษาก่อนว่าข้อสอบที่กำลังจะสอบมีพาร์ตอะไรบ้าง ใช้เวลาเท่าไร และแต่ละส่วนวัดทักษะอะไร การรู้โครงสร้างข้อสอบจะช่วยให้วางแผนเวลาและเตรียมตัวได้แม่นยำขึ้น

3. ฝึกภาษาอังกฤษจากสถานการณ์จริง

หากต้องการพัฒนาระดับภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น ควรฝึกจากเนื้อหาที่พบได้จริง เช่น Podcast ข่าว คลิปวิดีโอ บทสนทนา หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน

โดยเฉพาะคนที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน การฝึกจากสถานการณ์อย่าง Meeting, Presentation หรือการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน จะช่วยให้สามารถนำภาษาไปใช้ได้จริงมากกว่าการจำคำศัพท์เพียงอย่างเดียว

4. ฝึกจับใจความ ไม่แปลทุกคำ

หนึ่งในทักษะสำคัญของการทำข้อสอบภาษาอังกฤษคือการอ่านหรือฟังเพื่อจับ Main Idea และรายละเอียดสำคัญ

ไม่จำเป็นต้องรู้ความหมายของทุกคำในประโยค หากเข้าใจบริบทและจับใจความสำคัญได้ ก็สามารถตอบคำถามได้แม่นยำขึ้น

5. ฝึกศัพท์แบบนำไปใช้

แทนที่จะท่องคำศัพท์เป็นรายการยาว ๆ ลองเรียนรู้คำศัพท์พร้อมประโยคตัวอย่าง และนำไปแต่งประโยคของตัวเอง

วิธีนี้ช่วยให้จำได้ทั้งความหมาย วิธีใช้ และบริบทของคำศัพท์ ซึ่งมีประโยชน์ทั้งในการทำข้อสอบและการสื่อสารจริง

6. ฝึกทำข้อสอบพร้อมจับเวลา

เมื่อใกล้สอบ ควรจำลองสถานการณ์สอบจริงและจับเวลาไปด้วย เพราะหลายคนไม่ได้ทำข้อสอบผิดเพราะไม่รู้คำตอบ แต่เสียคะแนนเพราะบริหารเวลาไม่ทัน

หลังทำเสร็จควรวิเคราะห์ข้อผิดพลาดว่าเกิดจากอะไร เช่น ไม่รู้ศัพท์ อ่านไม่ทัน เข้าใจคำถามผิด หรือเลือกคำตอบโดยไม่ดูบริบท

7. ฝึกทุกวัน ดีกว่าอัดก่อนสอบ

การพัฒนาภาษาอังกฤษต้องอาศัยการฝึกอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวัน

ลองแบ่งเวลาเพียงวันละ 20-30 นาที เช่น ฟังภาษาอังกฤษ 10 นาที อ่าน 10 นาที และพูดหรือทบทวนคำศัพท์อีก 10 นาที วิธีนี้ช่วยให้เกิดความคุ้นเคยกับภาษาและทำต่อเนื่องได้ง่ายกว่า

 

คะแนนสอบภาษาอังกฤษเทียบกับ CEFR อย่างไร?

CEFR เป็นกรอบมาตรฐานที่ใช้บอกระดับความสามารถทางภาษา แต่ไม่ได้กำหนดคะแนนกลางสำหรับข้อสอบภาษาอังกฤษแต่ละประเภท เพราะ IELTS, TOEFL และ TOEIC มีรูปแบบการสอบและระบบคะแนนที่แตกต่างกัน ดังนั้น คะแนนสอบจึงสามารถนำมา เทียบเคียงกับระดับ CEFR ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคะแนนของแต่ละข้อสอบจะเทียบเท่ากันโดยตรง

ตัวอย่างการเทียบคะแนนกับระดับ CEFR มีดังนี้:

 

ระดับ CEFR

คำอธิบาย

IELTS*

TOEFL iBT (1–6)**

TOEFL iBT 0–120***

TOEIC L&R****

A1

Beginner (เริ่มต้น)

1–1.5

0–12+

L ≥60 / R ≥60

A2

Elementary (ต้น)

2–2.5

24–34+

L ≥110 / R ≥115

B1

Intermediate (กลาง)

ประมาณ 4.0–5.0

3–3.5

44–58+

L ≥275 / R ≥275

B2

Upper Intermediate (กลางสูง)

ประมาณ 5.5–6.5

4–4.5

72–86+

L ≥400 / R ≥385

C1

Advanced (สูง)

ประมาณ 7.0–8.0

5–5.5

95–107+

L ≥490 / R ≥455

C2

Proficient (เชี่ยวชาญ)

8.5–9.0

6

114+

 

L = Listening, R = Reading

หมายเหตุ:

  • * IELTS เป็นการเทียบเคียงกับ CEFR (CEFR alignment) ไม่ใช่การเทียบคะแนนแบบหนึ่งต่อหนึ่ง โดย IELTS ระบุว่าคะแนนบางช่วงมีความคาบเกี่ยวกันระหว่างระดับ CEFR และไม่ควรตีความเป็น equivalence แบบตายตัว
  • ** TOEFL iBT ใช้สเกล 1–6 ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2026 โดยสเกลใหม่นี้มีการจัดระดับให้สอดคล้องกับ CEFR
  • *** คะแนน TOEFL iBT 0–120 เป็น คะแนนเทียบเคียง (comparable score) กับสเกล 1–6 สำหรับช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่สเกล CEFR โดยตรง และแต่ละระดับ 1–6 สอดคล้องกับช่วงคะแนน 0–120 ที่แตกต่างกัน
  • **** คะแนน TOEIC Listening & Reading เป็น คะแนนขั้นต่ำแยกตามทักษะ ที่ได้จากการศึกษาการกำหนดมาตรฐานของ ETS สำหรับการเทียบเคียงกับ CEFR โดย ETS ระบุว่าควรใช้เป็นแนวทาง ไม่ใช่เกณฑ์ตายตัว
  • หมายถึง ไม่มีข้อมูลคะแนนที่แสดงไว้สำหรับการเทียบเคียงในตารางนี้ ไม่ได้หมายความว่าไม่สามารถทำคะแนนหรือไม่มีความสามารถในระดับดังกล่าว
  • หมายเหตุทั่วไป: การเทียบเคียงคะแนนสอบกับ CEFR เป็น CEFR alignment ของแบบทดสอบแต่ละประเภท ไม่ใช่การเทียบคะแนนแบบเท่ากันโดยตรง เนื่องจากข้อสอบแต่ละประเภทมีโครงสร้าง วัตถุประสงค์ ทักษะที่วัด และระบบคะแนนแตกต่างกัน

แหล่งอ้างอิง:

  1. ETS — TOEFL Score Scale Update TOEFL Score Scale Update: A Guide for Institutions. 
  2. ETS — Mapping the TOEIC Tests on the CEFR Mapping the TOEIC Tests on the CEFR. 
  3. IELTS — IELTS and the CEFR (Common European Framework of Reference). 
  4. Council of Europe — The CEFR Levels – Common European Framework of Reference for Languages (CEFR).

 

CEFR ระดับไหนถือว่าเก่งภาษาอังกฤษ?

โดยทั่วไป ระดับ B2 สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างคล่องในหลายสถานการณ์ ส่วนระดับ C1–C2 สามารถใช้ภาษาได้คล่องและรับมือกับเนื้อหาที่ซับซ้อนได้มากขึ้น ทั้งนี้ ระดับภาษาอังกฤษที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายและบริบทในการใช้งาน

  • A1–A2: สื่อสารเรื่องพื้นฐานในชีวิตประจำวัน
  • B1–B2: สื่อสารและทำงานในสถานการณ์ทั่วไปได้
  • C1–C2: ใช้ภาษาได้คล่องและรับมือกับเนื้อหาที่ซับซ้อนได้

 

สรุป CEFR กับ IELTS, TOEFL, TOEIC ต่างกันอย่างไร?

 

สิ่งเปรียบเทียบ

CEFR

IELTS / TOEFL / TOEIC

คืออะไร

กรอบอ้างอิงระดับภาษา

ข้อสอบภาษาอังกฤษ

รูปแบบคะแนน

A1–C2

คะแนนตามระบบของแต่ละข้อสอบ

ใช้ทำอะไร

บอกระดับความสามารถ

ประเมินความสามารถและใช้ยื่นตามเงื่อนไข

เป็นข้อสอบหรือไม่

ไม่ใช่

ใช่

 

GECB คือ? แบบทดสอบภาษาอังกฤษที่อ้างอิงมาตรฐาน CEFR

GECB (Globish English Competency Benchmark) คือแบบทดสอบประเมินระดับภาษาอังกฤษของ Globish ที่อ้างอิงมาตรฐาน CEFR เพื่อประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับ A1–C2 โดยครอบคลุมทั้ง Listening, Speaking, Reading และ Writing

ผลการประเมินช่วยให้ผู้สอบเห็นระดับภาษาอังกฤษของตัวเองอย่างเป็นระบบ และใช้เป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาภาษาอังกฤษให้เหมาะกับเป้าหมาย โดยมีการนำผล GECB ไปใช้ในการประเมินภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR ในสถานศึกษาของกรุงเทพมหานครด้วย

GECB วัดทักษะอะไรบ้าง?

  • Listening – การฟังและจับใจความ
  • Speaking – การพูดและสื่อสาร
  • Reading – การอ่านและทำความเข้าใจ
  • Writing – การเขียนเพื่อสื่อสาร

หากต้องการรู้ว่าตัวเองมีระดับภาษาอังกฤษอยู่ที่ระดับไหน สามารถ ขอทดสอบ GECB กับ Globish เพื่อประเมินระดับภาษาอังกฤษตามกรอบ CEFR และนำผลไปวางแผนพัฒนาทักษะให้ตรงกับเป้าหมายได้

 

ผลสอบภาษาอังกฤษมีอายุกี่ปี?

CEFR ไม่มีอายุผลสอบในตัวเอง เนื่องจาก CEFR เป็นกรอบอ้างอิงสำหรับอธิบายระดับความสามารถทางภาษา ไม่ใช่ข้อสอบที่มีวันหมดอายุ

สำหรับผลสอบภาษาอังกฤษ โดยทั่วไป IELTS, TOEFL iBT และ TOEIC มีระยะเวลาการใช้งานประมาณ 2 ปี แต่รายละเอียดการรับรองอาจแตกต่างกันตามหน่วยงานหรือสถาบันที่นำคะแนนไปใช้

  • IELTS: แนะนำให้ถือว่าผลสอบมีความเหมาะสมสำหรับการใช้งานไม่เกิน 2 ปี
  • TOEFL iBT: คะแนนมีอายุ 2 ปีนับจากวันสอบ
  • TOEIC: คะแนนมีอายุ 2 ปี

ดังนั้น หากต้องใช้ผลสอบเพื่อสมัครงาน สมัครเรียน หรือยื่นเอกสาร ควรตรวจสอบเงื่อนไขของหน่วยงานนั้นโดยตรงก่อนใช้งาน เพราะแต่ละองค์กรอาจกำหนดระยะเวลาการรับคะแนนแตกต่างกัน

 

บทความที่เกี่ยวข้องกับการสอบภาษาอังกฤษ

TOEFL คืออะไร สำคัญไหม สอบไปทำไม

รวมไว้ที่นี่แล้ว! ข้อมูล IELTS ที่ต้องรู้ก่อนสอบ

10 แกรมม่าเจอบ่อยใน TOEIC พร้อมแบบฝึกหัด

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CEFR

1. CEFR ใช้กับภาษาอื่นนอกจากภาษาอังกฤษได้หรือไม่?

ได้ CEFR เป็นกรอบอ้างอิงสำหรับภาษาต่าง ๆ ไม่ได้จำกัดเฉพาะภาษาอังกฤษ โดยสามารถใช้เพื่ออธิบายระดับความสามารถทางภาษาในด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียน

2. ต้องเตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษอย่างไร?

ควรเริ่มจากการประเมินระดับภาษาและศึกษารูปแบบข้อสอบที่ต้องการสอบ จากนั้นวางแผนฝึกให้ตรงกับทักษะที่ข้อสอบวัด เช่น Listening, Speaking, Reading และ Writing พร้อมฝึกทำข้อสอบและจับเวลาอย่างสม่ำเสมอ

3. ถ้าต้องการรู้ว่าตัวเองอยู่ระดับ CEFR ไหน ต้องทำอย่างไร?

สามารถทำแบบทดสอบภาษาอังกฤษที่มีการประเมินผลตามกรอบ CEFR เพื่อดูระดับความสามารถของตัวเองตั้งแต่ A1–C2 ได้ โดยควรเลือกแบบทดสอบที่เหมาะกับเป้าหมายและทักษะที่ต้องการประเมิน

4. ระดับ CEFR สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?

ได้ ระดับความสามารถทางภาษาสามารถพัฒนาได้จากการเรียนและฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้ที่อยู่ระดับ B1 สามารถพัฒนาทักษะไปสู่ระดับ B2 หรือสูงขึ้นได้ตามประสบการณ์และการฝึกภาษา

5. ระดับ CEFR ใช้สมัครงานได้หรือไม่?

สามารถใช้ประกอบการสมัครงานได้ หากบริษัทกำหนดระดับภาษาอังกฤษตาม CEFR หรือยอมรับผลสอบที่ระบุระดับ CEFR อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละบริษัทว่าต้องการระดับใดและยอมรับผลสอบประเภทไหน

ค้นหาคอร์สที่เหมาะกับคุณ
พร้อมทดสอบวัดระดับฟรี


   หรือ    โทรเลย 02-026-6683