ต้องกล้ายกมือถาม ถ้าทำงานกับเจ้านายต่างชาติ - พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อทำงานในบริษัทต่างชาติและสร้างธุรกิจส่วนตัว

310 VIEWS | 7 MINS READ Tuesday 07 / 07 / 2020


---------------------------------------

 

คุยกับ คุณแอน - อัญชนา มุสิกสาร
อดีต Country Sales Manager และเจ้าของกิจการ

พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อทำงานในบริษัทต่างชาติและสร้างธุรกิจส่วนตัว

 

 

สำหรับคนทั่วไปแล้ว เรามักจะคุ้นเคยกับการ “ไม่ออกไอเดีย” หรือไม่ถามคำถามใด ๆ ในการประชุม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของนิสัยคนไทยที่ค่อนข้างมีความเขินอาย หรือรู้สึกว่า “ยังไงก็ได้” เวลามีคนถามหาข้อเสนออื่น ๆ เราจึงมักจะเงียบ แต่ในมุมมองของคนที่เคยทำบริษัทต่างชาติ การถาม การออกความเห็น และการสื่อสารเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่ขาดไม่ได้ วันนี้เรามาพูดคุยกับ คุณแอน - อัญชนา มุสิกสาร มาเล่าถึงมุมมองของอดีตพนักงานบริษัทต่างชาติในฐานะ Country Manager ที่ได้ผันตัวมาทำธุรกิจส่วนตัว แต่ทักษะในการสื่อสารนั้นยังเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานของเธอเหมือนเดิม

 

 

 


พี่แอนกลายมาเป็น Country Manager ได้ยังไง?
ถ้าเล่าย้อนไปตั้งแต่แรกที่พี่เริ่มทำงานบริษัท หลังจากที่เรียนจบสายวิศวกรรมพลาสติกมา พี่เริ่มทำสายงานเซลส์ ก็คือมีการออกไปหาลูกค้า และมีการประสานงานกับฝ่ายอื่นในโรงงาน ตอนแรกเราก็ขายลูกค้าภายในประเทศนี่แหละ แต่เรามีซัพพลายเออร์ต่างประเทศ พี่ก็ต้องเจอซัพพลายเออร์ ทีนี้ด้วยความที่พี่เรียนโรงเรียนไทยแท้มาเลย มันก็ต้องมาเริ่มฝึกภาษาอังกฤษใหม่ใช่มั้ย เพื่อที่เราจะได้คุยกับเขาให้รู้เรื่อง ก็ค่อยๆ ฝึกมาเรื่อยๆ จนมันก็พอสื่อสารกับเขาได้ ทีนี้พอสื่อสารได้ก็เลยได้ดูแลลูกค้าต่างประเทศด้วย ซึ่งด้วยทักษะที่มีตรงนี้พี่ก็ได้เปลี่ยนงานไปอีกที่นึง ทีนี้เจอลูกค้าต่างประเทศเยอะเลย พี่ทำงานกับบริษัทที่มาเลเซีย ซึ่งมีบริษัทแม่อยู่ที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย ด้วยความที่บริษัทในมาเลเซียเขาเป็นโรงงาน และเขาต้องดูแลตลาดเอเชียทั้งหมด เขาต้องการ Country Sales Maneger ที่คอยดูลูกค้าในประเทศไทย พี่ก็เลยได้รับหน้าที่นั้น

 


การทำงานบริษัทต่างชาติต้องพูดภาษาอังกฤษตลอดเวลาไหม?
มันก็ไม่ถึงขนาดว่าตลอดเวลา แต่มันเป็นส่วนสำคัญมาก เพราะงานเซลส์มันคือการสื่อสาร มันต้องแมทช์ความต้องการของลูกค้ากับจุดขายที่สินค้าเรามี ซึ่งตรงนี้พี่ต้องเป็นตัวแทนในการคุยกับผู้ผลิตก็คือโรงงานที่อยู่ที่มาเลเซีย แต่ในส่วนของการทำงานในเมืองไทยก็เป็นภาษาไทยนี่แหละ ทีนี้เจอจุดเปลี่ยนตอนที่โรงงานที่มาเลเซียเขามาเปิดสาขาในประเทศไทย ทีนี้กลายเป็นเราแล้วที่ต้องติดต่อกับทั้งทีมใหญ่ ที่เป็นระดับ Global ทั้งยุโรป มันต้องใช้ภาษาค่อนข้างเยอะ ก็ต้องเริ่มเรียนภาษาอังกฤษจริงจังแล้ว ต้องพูดให้ดูมีความน่าเชื่อถือ ศัพท์อะไรก็ต้องดูดีชึ้น และวัฒนธรรมการทำงานก็เปลี่ยนไปด้วย

 


การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น?
แน่นอนว่าเรื่องภาษาที่มันต้องเป็นทางการมากขึ้น เพราะมันเป็นระดับโกลบอลแล้ว และการสื่อสารที่พี่ต้องแอคทีฟมากขึ้น จากเมื่อก่อนเรารับข้อมูลจากลูกค้าคนไทย แล้วเราสื่อสารกับโรงงาน ตอนนี้เราต้องรับกลยุทธ์ นโยบายจากบริษัทแม่ แล้วก่อนเราจะไปสื่อสารหรือไปแมเนจคนอื่นเราต้องเข้าใจจริง ๆ ก่อน ซึ่งตรงนี้เราได้สกิลมาจากการขาย ที่เรารู้ว่าหน้าที่ของเราคือการจับจุดให้ได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร การทำเซลส์หรือมาร์เก็ตติ้ง พี่มองว่าลูกค้าบอกเราหมดว่าเขาต้องการอะไร หน้าที่เราคือต้องจับจุดให้ได้ แล้วเลือกโซลูชั่นที่ตรงกับความต้องการให้เขา ซึ่งตรงนี้ช่วยมากในการทำความเข้าใจเป้าหมายของงาน และสิ่งที่ต่างไปคือเวลาที่พี่ไม่เก็ท พี่เลือกที่จะถามเลย ยกมือถามตั้งแต่ในห้องประชุม เพราะนายฝรั่งเค้าไม่มาคอยจับตาดูเรา เราต้องทำงานของเราเองให้ดี รับผิดชอบให้ได้ ฉะนั้นมีอะไรสงสัยต้องถามเลย เอาให้ชัด จะได้ไม่มีปัญหา ซึ่งวิธีนี้มันเวิร์คกับพี่นะ

 


เวิร์คยังไงบ้าง?
การทำงานร่วมกับต่างชาติจะแตกต่างกับการทำงานกับคนไทยโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ คือต่างชาติเขาจะเป็นอะไรที่...เขาจะมีโปรเจคโปรเจคหนึ่ง แล้วเขาบอกมาชัดเจนว่าเข้าต้องการอะไรจากโปรเจคนี้ กำหนดระยะเวลาชัดเจน ถ้าติดขัดอะไรสามารถสอบถามเขาได้ แล้วเราจะต้องทำงานให้ตรงเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งเข้าจะไม่ค่อยมาสนใจว่าวิธีการทำงานของเราเป็นอย่างไร เข้าไม่ได้มานั่งตามเรา มานั่งมอนิเตอร์เรา ทุกเช้าทุกบ่าย เราจะต้องรับผิดชอบตัวเอง ถ้าเรารู้สึกว่าเราติดขัด หรือมีปัญหาในการทำงานเราต้องรีบยกมือ ซึ่งผิดกับบริษัทคนไทย ซึ่งเขาจะไม่ค่อยมีความไว้วางใจ สไตล์การทำงานของพี่คือ ขอให้บอกมาเถอะว่าอยากได้อะไร เดี่ยวพี่จัดให้ แล้วถ้าติดขัดตรงไหนเดี่ยวฉันจะยกมือเอง มันก็เลยไปแมทช์กับการทำงานกับบริษัทต่างชาติ และเวลามีอะไร ก็คุยให้เคลียร์ให้จบภายในห้องประชุม

 


ช่วยแนะนำเทคนิคดีลงานกับฝรั่ง
ต่างชาติเขาต้องการข้อมูลอะไรที่ชัดเจน ถ้าได้ก็บอกว่าได้ ถ้าไม่ได้ก็บอกว่าไม่ได้ และมีทางเลือกให้กับเขาว่า เราไม่สามารถทำได้ แต่เรามีsolution แบบนี้นะคุณโอเคไหม ถ้าไม่ทัน ไม่ได้ แล้วได้วันไหน แล้วไอ้ที่ว่าไม่ได้ มันเกิดจากอะไร แต่จะอะไรก็ตามเราต้องแจ้งเขาล่วงหน้า ไม่ใช้วันนี้ พรุ่งนี้จะส่ง และวันนี้แจ้งเขาไปว่าไม่เสร็จนะ คือมันไม่ใช่แบบนั้น คือเราต้องตามงานให้เขา สมมุติว่าเราดูแล้วว่าไทม์ไลน์ของเราน่าจะเกิดปัญหาทำให้ล่าช้า ต้องแจ้งเข้าละว่าเขาโอเคไหม ยังไหวหรือเปล่ายังทันใช่ไหม คือมันต้องมีการคุยต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า จุดสำคัญคือความตรงต่อเวลา ในการเตรียมตัวของพี่ในการดีลงานกับเจ้านายพี่เตรียมตัวเยอะมาก ในเรื่องของข้อมูลต่างๆ เราต้องรู้ว่าเขากำลังต้องการอะไร และในการคุยกับลูกค้าพี่จะเสนอมากกว่าที่ลูกค้าต้องการเสมอ ถึงแม้ลูกค้าจะยังไม่ได้ใช้ในแบบที่พี่เสนอก็ตาม แต่เขาจะเห็นว่าพี่มีตัวที่เป็นเทคโนโลยีล้ำ ๆ เหมือนกันนะ ในวันที่เขาต้องการจะใช้บริการเขาก็จะนึกถึงเรา

 

 



เซลส์กลายมาเป็นเจ้าของกิจการ
พอมันถึงจุดที่เริ่มอิ่มตัวกับการทำงานที่บริษัท และประกอบกับช่วงโควิดก็เลยออกจากงานมาพร้อมแพ็คเกจ ก็ได้ทุนมาก้อนนึง ทีนี้พี่ก็มีธุรกิจที่ทำกับเพื่อนอยู่แล้วก็เลยมาโฟกัสกับอันนี้เลย มันเป็นธุรกิจที่พี่มีความสุขที่ได้ทำนะ ตัวเราชอบกีฬา เราเล่นกีฬากับเพื่อน ตอนนี้เราก็มาทำธุรกิจเกี่ยวกับวงการกีฬาและทำกับเพื่อน ทำให้พี่รู้ว่าเรามีความสุขทุก ๆ วันได้ถ้าเราทำสิ่งที่รักเป็นอาชีพ

 


ทักษะต่าง ๆ ต้องเปลี่ยนไปยังไงบ้าง?
ค่อนข้างเหมือนเดิม คือสกิลเซตที่สำคัญที่สุดของพี่คือการสื่อสาร พอมาทำของตัวเองก็ต้องคุย สั่ง Raw Material จากต่างประเทศเป็นภาษาอังกฤษอีก จากที่เรากล้ายกมือกับเจ้านาย พอเรามาเป็นฝั่งผู้ผลิตบ้าง พี่ก็ยังต้องสื่อสารกับลูกค้าเหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมในส่วนของการเจรจาต่อรองกับผู้ขายวัตถุดิบ พี่ไม่ว่างานอะไร...ถ้ามาทางเซลส์นะ การสื่อสารสำคัญที่สุดเสมอ งานจะเดินได้ ไม่มีปัญหา ถ้าเราคุยกันรู้เรื่อง ก็ต้องหาตัวช่วยเรื่องภาษา เพราะอย่างที่บอกว่าเค้าเป็นชาวต่างชาติ

 


วิธีการเรียนแบบไหนเวิร์คกับพี่?
มันต้องเกี่ยวกับการทำงาน ซึ่งการทำงานของพี่หลักๆ เป็นการทำงานกับต่างชาติ เวลาประชุม พี่จะต้องฟังภาษาอังกฤษจากหลายเชื้อชาติ การประชุมผ่านวีดีโอคอลมันไม่ชัดเหมือนเจอกันต่อหน้า พี่ฟังผิด พูดผิดเยอะ หลักๆ ที่พี่มาเรียนโกลบิชก็เพราะจะแก้ปัญหาตรงจุดนี้นี่แหละ และเวลามันต้องได้ เพราะพี่ยุ่งมาก พยายามหาที่เรียน ตอนแรกที่ไหนๆ ก็ดูจะไม่เหมาะกับเรา เพราะถ้าเป็นสถาบันทั่วไปที่ต้องไปนั่งเรียนมันไม่เหมาะกับพี่เลย พี่ต้องการ Work Life Balance ที่เรายังสามารถแบ่งเวลาไปออกกำลังกายได้ด้วย บางครั้งก็พี่ได้ลูกค้าใหม่ๆ จากการเล่นกีฬา ด้วยความที่บริษัทเราทำเสื้อทีม พี่ก็จะใส่เสื้อทีมของพี่นี่แหละไปออกกำลังกาย เวลาใครเขามาถามเราก็ขายของได้ (หัวเราะ)

 


มีความสุขกับการพัฒนาตัวเองในทุก ๆ วัน
ตอนนี้สนุกเพราะได้ทำงานที่รัก ได้ออกกำลังกาย แล้วก็สามารถพัฒนาภาษาอังกฤษตัวเองได้จากการที่เรากำหนดตารางเวลาในชีวิตเราเองได้ในการเรียนโกลบิช สำหรับตัวพี่แอน ก็จะเข้า 1-on-1 คลาสอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง นอกนั้นที่เหลือพี่จะไปใช้งาน Globish Plus ที่สามารถเจอกับคนได้หลากหลายเชื้อชาติ ซึ่งมันตรงกับสถานการณ์การทำงานของพี่อยู่แล้ว และรู้สึกชอบมาก ได้แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด พี่พยายามเลือกคลาสที่ใกล้ๆ เที่ยงคืน ก็จะเจอพวกยุโรป ซึ่งได้ฟังหลายสำเนียง สนุกมาก พี่เคยเจอเพื่อนคนเดิมๆ ที่เข้ามาแล้วเจอ ก็รู้จักว่าเออคนนี้มาจากเวียดนาม พี่แอนเรียนมาประมาณ 1 เดือน การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนที่สุดคือพี่สามารถฟังสำเนียงได้หลากหลายขึ้น เลิกคิดเป็นภาษาไทย และโกลบิชทำให้พี่รู้ว่าคำว่าไม่มีเวลา หรือเวลาไม่พอมันไม่มีอยู่จริง ถ้าเราเจอโซลูชั่นที่ใช่ การได้ทำสิ่งที่รักได้ทุกวันและทุกอย่างมันเดินไปด้วยกันได้ มันก็จะทำให้เราสนุกกับชีวิตทุก ๆ วันค่ะ

 




--- อดีต Country Sales Manager และเจ้าของกิจการ
คุณแอน - อัญชนา มุสิกสาร (45 ปี)
นักเรียนปัจจุบันโกลบิช
คอร์ส Business English ระดับ G4

------------------------------

 

สนใจพัฒนาภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน ลงชื่อเพื่อขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาทางด้านการเรียนที่จะช่วยวัดระดับทักษะการพูดของคุณ และแนะนำคอร์สฝึกพูดที่เหมาะกับคุณได้ที่นี่ ลงทะเบียนรับคำแนะนำ

 

ค้นหาคอร์สที่เหมาะกับคุณ
พร้อมทดสอบวัดระดับฟรี


   หรือ    โทรเลย 063-189-9451