เรียนภาษาอังกฤษกี่ชั่วโมงถึงเก่ง? อิงจาก Cambridge

18 VIEWS | 1 MINS READ Wednesday 16 / 09 / 2026


หลายคนสงสัยว่าต้องเรียนภาษาอังกฤษนานแค่ไหนถึงจะ "เก่ง" บางคนได้ยินว่า 3 เดือนก็พูดได้ บางคนบอกว่าต้องเรียนเป็นปี ๆ แต่จริง ๆ แล้วคือ ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ตอบได้กับทุกคน เพราะความเร็วในการพัฒนาขึ้นอยู่กับเป้าหมาย แรงจูงใจ โอกาสในการใช้ภาษา และพื้นฐานของผู้เรียนแต่ละคน

วิธีที่ช่วยให้คำถามนี้วัดผลได้ชัดขึ้น คือการใช้ CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) ซึ่งแบ่งระดับความสามารถทางภาษาออกเป็น 6 ระดับ ตั้งแต่ A1 ถึง C2 โดย CEFR เป็นกรอบอ้างอิงที่พัฒนาภายใต้ Council of Europe ไม่ใช่ชื่อข้อสอบภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ

หากยังไม่คุ้นกับ A1–C2 ลองทำความเข้าใจก่อนว่า CEFR คืออะไรและใช้วัดระดับภาษาอย่างไร


 

ก่อนอื่น ต้องนิยามคำว่า "เก่ง" ให้ชัดก่อน

คำว่า "เก่งภาษาอังกฤษ" ไม่มีมาตรฐานเดียว เพราะบางคนต้องการเพียงคุยในชีวิตประจำวันได้ บางคนต้องการประชุมและนำเสนองานเป็นภาษาอังกฤษ ขณะที่บางคนต้องการใช้ภาษาในระดับวิชาการหรือทำงานที่ต้องอ่านเนื้อหาซับซ้อน

CEFR จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเปลี่ยนคำว่า "เก่ง" ให้กลายเป็นระดับที่อธิบายได้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่

  • A1–A2: Basic User
  • B1–B2: Independent User
  • C1–C2: Proficient User

แต่ละระดับไม่ได้หมายความว่า "พูดได้เหมือนเจ้าของภาษา" และ C2 ก็ไม่ได้เท่ากับ Native Speaker โดย CEFR ใช้คำอธิบายแบบ "Can Do" เพื่อบอกว่าผู้เรียนสามารถใช้ภาษาได้ในระดับใด

ดังนั้นคำถามที่แม่นกว่าคือ

ต้องใช้เวลาเรียนกี่ชั่วโมงถึงจะขยับขึ้น 1 ระดับ CEFR?


 

Cambridge English บอกว่าต้องใช้กี่ชั่วโมง?

ข้อมูลจาก Cambridge English ระบุว่า สำหรับผู้เรียนผู้ใหญ่ที่มีแรงจูงใจ (motivated adult learners) โดยทั่วไปต้องใช้ประมาณ 100–200 Guided Learning Hours เพื่อขยับจาก CEFR ระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง

แต่สิ่งสำคัญคือ 100–200 ชั่วโมงไม่ได้เป็นตัวเลขตายตัวสำหรับทุกระดับ และไม่มีจำนวนชั่วโมงเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน ตัวเลขนี้เป็นเพียงกรอบสำหรับประเมินระยะเวลา ไม่ใช่สูตรคำนวณที่แม่นยำ

Cambridge ยกตัวอย่างว่า

จากระดับ

ไปถึงระดับ

Guided Learning Hours โดยประมาณ

A1

A2

100–150 ชั่วโมง

B1

B2

180–260 ชั่วโมง

จึงเห็นได้ว่าการขยับจาก B1 ไป B2 อาจใช้เวลามากกว่าการขยับจาก A1 ไป A2 อย่างเห็นได้ชัด


 

แล้ว Guided Learning Hours คืออะไร?

คำว่า Guided Learning Hours (GLH) ไม่ได้หมายถึงเฉพาะเวลาที่นั่งเรียนกับครูเท่านั้น

Cambridge อธิบายว่ารวมถึงการเรียนในห้องเรียนหรือเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมการเรียน เช่น การบ้านและกิจกรรมฝึกภาษาอื่น ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนาทักษะภาษา ด้วย

ดังนั้น 200 Guided Learning Hours จึงไม่ควรตีความว่า "ต้องนั่งเรียนกับโค้ช 200 ชั่วโมง" เสมอไป


 

ทำไมระดับสูงขึ้นจึงใช้เวลามากขึ้น?

Cambridge อธิบายเรื่องนี้ผ่าน 2 ปัจจัยสำคัญ

ปัจจัยแรกคือ เมื่อระดับภาษาสูงขึ้น การพัฒนาเพียงเล็กน้อยไม่ได้ส่งผลต่อความสามารถในการสื่อสารมากเท่ากับในระดับเริ่มต้น

ในช่วงแรก การเรียนรู้คำศัพท์ โครงสร้างประโยค หรือไวยากรณ์เพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย อาจทำให้ผู้เรียนสื่อสารได้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อเข้าสู่ระดับกลางและระดับสูง การพัฒนาต่อไปต้องอาศัยความรู้และทักษะที่ซับซ้อนขึ้น จึงต้องใช้การเรียนรู้มากกว่าเดิมเพื่อให้เห็นความก้าวหน้าในระดับเดียวกัน

ปรากฏการณ์นี้เป็นที่รู้จักกันในวงการเรียนภาษาว่า "intermediate plateau" หรือช่วงที่ผู้เรียนรู้สึกว่าพัฒนาช้าลง หลังจากที่ช่วงแรกเห็นความก้าวหน้าได้ค่อนข้างเร็ว

ปัจจัยที่สองคือ สัดส่วนของชั่วโมงการเรียนรู้ที่ต้องอยู่ในห้องเรียนหรืออยู่ภายใต้การกำกับของครูสามารถลดลงเมื่อระดับภาษาสูงขึ้น

ผู้เรียนระดับสูงสามารถใช้ภาษาอังกฤษจากโลกจริงและแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนได้มากขึ้น เช่น การอ่านเนื้อหาจริง การรับชมสื่อ การสื่อสารกับผู้อื่น หรือการใช้ภาษาในบริบทการทำงาน

ดังนั้น ตัวเลขชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นในแต่ละระดับ ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนต้องเพิ่มชั่วโมงเรียนกับครูขึ้นเรื่อย ๆ แต่หมายถึงการพัฒนาภาษาในระดับสูงต้องอาศัยการเรียนรู้ที่ซับซ้อนขึ้น ขณะเดียวกันสัดส่วนของชั่วโมงที่ต้องอยู่ในห้องเรียนหรือ teacher-directed learning สามารถลดลงได้

พูดง่าย ๆ คือ

ช่วงแรก เรียนนิดเดียวก็เห็นผล แต่เมื่อพื้นฐานดีขึ้น การพัฒนาต่ออีกระดับต้องใช้การเรียนรู้มากขึ้น ขณะเดียวกันผู้เรียนระดับสูงสามารถเรียนรู้จากการใช้ภาษาในโลกจริงได้มากขึ้น


 

แล้วถ้าเป้าหมายคือ IELTS ต้องใช้กี่ชั่วโมง?

นอกจากข้อมูลในกรอบ CEFR แล้ว เอกสารของ Cambridge ยังอ้างถึงงานวิจัยของ Elder & O'Loughlin (2003) ซึ่งศึกษาผู้เรียนที่เตรียมสอบ IELTS และพบว่า หลังการเรียนแบบเข้มข้นประมาณ 10–12 สัปดาห์ หรือ 200–240 ชั่วโมง ผู้เรียนมีการพัฒนาประมาณ ครึ่ง IELTS band โดยเฉลี่ย ในบริบทของงานวิจัยนั้น

ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นภาพว่าการพัฒนาคะแนนสอบก็ต้องอาศัยชั่วโมงการเรียนจำนวนมากเช่นกัน แต่ไม่ควรตีความว่า "เรียน 200–240 ชั่วโมงแล้วจะเพิ่ม IELTS ได้ครึ่ง band ทุกคน" เพราะผลการเรียนจริงขึ้นอยู่กับระดับเริ่มต้น รูปแบบการเรียน และปัจจัยของผู้เรียนแต่ละคน

นอกจากนี้ IELTS band และ CEFR เป็นคนละระบบการวัด จึงไม่ควรนำตัวเลขชั่วโมงจากงานวิจัย IELTS ไปบวกหรือตีความรวมกับตารางชั่วโมง CEFR โดยตรง

สำหรับคนที่กำลังเตรียมสอบ IELTS คำถามจึงไม่ควรมีแค่ "ต้องเรียนกี่ชั่วโมง?" แต่ควรเริ่มจากการดูว่า คะแนนปัจจุบันอยู่ที่เท่าไร ต้องการคะแนนเท่าไร และมีเวลาเตรียมตัวเหลือเท่าไร แล้วจึงวางแผนชั่วโมงเรียนและการฝึกให้เหมาะกับช่องว่างของตัวเอง


 

ถ้าอยากเห็นภาพตั้งแต่ A1 ถึง C2 ต้องใช้กี่ชั่วโมง?

ใน เอกสารที่ Cambridge University Press จัดทำเรื่องระยะเวลาในการเรียนภาษา มีการสร้าง ตัวอย่างอัตราการเรียนรู้ (illustrative learning-rate examples) สำหรับผู้เรียนหลายบริบท

ตัวอย่างหนึ่งเป็นผู้เรียนผู้ใหญ่ที่ใช้ภาษาแม่ซึ่งใช้ตัวอักษรแบบเดียวกับภาษาอังกฤษ มีแรงจูงใจดี มีแหล่งเรียนรู้และผู้สอนที่เหมาะสม โดยตัวเลขที่ Cambridge ยกตัวอย่างไว้มีดังนี้

ระดับ

ชั่วโมงจากระดับก่อนหน้า

ชั่วโมงสะสมจากจุดเริ่มต้น

A1

90–100

90–100

A2

100–150

190–250

B1

160–240

350–490

B2

180–260

530–750

C1

200–300

730–1,050

C2

300–400

1,030–1,450

หมายเหตุ: ตารางนี้ไม่ใช่ "จำนวนชั่วโมงมาตรฐานที่ทุกคนต้องใช้" เพราะ Cambridge ระบุเองว่าตัวอย่างเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันด้วย empirical research และมีไว้เพื่อแสดงให้เห็นว่าบริบทของผู้เรียนสามารถทำให้อัตราการพัฒนาแตกต่างกันได้

ดังนั้น หากเจอข้อมูลว่า "ต้องเรียน 1,000–1,200 ชั่วโมงถึง C2" ก็ไม่ควรนำเสนอเป็นตัวเลขตายตัวของ Cambridge หากอ้างอิงตัวอย่างจาก paper โดยตรง ตัวเลขสะสมในตัวอย่างนี้อยู่ที่ประมาณ 1,030–1,450 Guided Learning Hours ถึง C2 แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นเพียง illustrative example สำหรับ learner profile หนึ่ง ไม่ใช่ข้อกำหนดสำหรับผู้เรียนทุกคน


 

ถ้าเรียนสัปดาห์ละ 2, 5 หรือ 10 ชั่วโมง จะใช้เวลานานแค่ไหน?

เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ลองสมมติว่าใช้ 200 ชั่วโมง ในการขยับ 1 ระดับ

เวลาเรียนต่อสัปดาห์

200 ชั่วโมงใช้เวลาประมาณ

2 ชั่วโมง

23 เดือน

5 ชั่วโมง

9 เดือน

10 ชั่วโมง

4.6 เดือน

ตัวเลขนี้เป็นเพียง การคำนวณจากสมมติฐาน 200 ชั่วโมง ไม่ใช่ระยะเวลาที่ Cambridge รับรองว่าผู้เรียนทุกคนจะใช้เท่ากัน

ในความเป็นจริง หากระดับที่กำลังพัฒนาต้องใช้ 180–260 ชั่วโมงแบบตัวอย่าง B1→B2 ระยะเวลาก็จะกว้างขึ้นตามไปด้วย เช่น หากเรียน 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะใช้เวลาประมาณ 8–12 เดือนสำหรับ 180–260 ชั่วโมง

ดังนั้นคำถามว่า "เรียนกี่เดือนถึงเก่ง" จึงอาจตอบได้แม่นกว่าด้วยการถามว่า

ตอนนี้อยู่ระดับไหน → ต้องการไปถึงระดับไหน → มีเวลาฝึกจริงกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์


 

เรียนภาษาอังกฤษกี่เดือนถึงจะเก่ง?

ไม่มีจำนวนเดือนตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับระดับเริ่มต้น เป้าหมายปลายทาง และจำนวนชั่วโมงที่มีให้ฝึกในแต่ละสัปดาห์ตามที่คำนวณไว้ข้างต้น

หากรู้ว่าตัวเองต้องการพัฒนาจากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง การดูจำนวนชั่วโมงที่ต้องใช้จะช่วยให้วางแผนรูปแบบการเรียนได้ง่ายขึ้น เช่น คนที่มีเวลาน้อยอาจต้องมองหาหลักสูตรที่จัดเวลาเรียนได้ยืดหยุ่น หรือวางแผนเพิ่มการฝึกภาษาอังกฤษนอกเวลาเรียน เพื่อให้มีชั่วโมงการเรียนรู้สะสมเพียงพอกับเป้าหมาย

ถ้ากำลังมองหาที่เรียนภาษาอังกฤษอยู่ ลองดู ตัวเลือกสถาบันและรูปแบบการเรียนภาษาอังกฤษ เพื่อเปรียบเทียบให้เหมาะกับเป้าหมายและเวลาของตัวเอง


 

แล้วทำไมบางคนใช้เวลาน้อยกว่า บางคนใช้เวลามากกว่า?

Cambridge ระบุชัดว่าไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้กับผู้เรียนทุกคน เพราะความเร็วในการเรียนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เป้าหมาย แรงจูงใจ โอกาสในการใช้ภาษา และบริบทของการเรียน

อีกปัจจัยสำคัญคือ การใช้ภาษาอังกฤษนอกเวลาเรียน โดยเฉพาะการได้ "ผลิตภาษาออกมาเอง" (Output) เช่น การพูดหรือเขียน ซึ่ง เคยอธิบายไว้แล้วในบทความเรื่องการเลือกคอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ว่าทำไมการได้พูดจริงถึงสำคัญกว่าการรู้คำศัพท์หรือไวยากรณ์เพียงอย่างเดียว

พูดโดยสรุปคือ เมื่อผู้เรียนมีโอกาสอ่าน ฟัง พูด หรือสื่อสารกับผู้ใช้ภาษาอังกฤษจริงมากขึ้น ก็มีโอกาสได้รับ input และฝึกใช้ภาษาเพิ่มเติมนอกเหนือจากเวลาในหลักสูตร ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผู้เรียนระดับสูงสามารถพึ่งพาการเรียนรู้นอกห้องเรียนได้มากขึ้น

จึงไม่ใช่แค่คำถามว่า "เรียนกี่ชั่วโมง?" แต่ควรถามด้วยว่า "ในชั่วโมงที่เรียน ได้ใช้ภาษาอย่างไร?"


 

แล้วควรเรียนอย่างไรให้ชั่วโมงที่ลงทุนไปคุ้มที่สุด?

ตัวเลขจาก Cambridge ไม่ได้บอกว่าต้องเลือกคอร์สประเภทใด แต่ช่วยให้เห็นภาพว่า การพัฒนาภาษาเป็นเรื่องของเวลาสะสมและการใช้ภาษาอย่างต่อเนื่อง

ก่อนเลือกคอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ลองดูทั้งเป้าหมาย ระดับปัจจุบัน รูปแบบการเรียน และเวลาที่สามารถฝึกได้จริง อ่านวิธีเลือกคอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ให้เหมาะกับตัวเอง

โดยเฉพาะถ้าเป้าหมายคือการใช้ภาษาในการทำงาน ควรดูด้วยว่าคอร์สเปิดโอกาสให้ฝึกใช้ภาษาในสถานการณ์จริงมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการประชุม การนำเสนอ การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน หรือการแสดงความคิดเห็น

หากต้องการเปรียบเทียบรูปแบบการเรียนและตัวเลือกของสถาบันต่าง ๆ สามารถ ดูภาพรวมสถาบันเรียนภาษาอังกฤษ ประกอบการตัดสินใจได้


 

FAQ คำถามที่พบบ่อย

1. เรียนภาษาอังกฤษวันละกี่ชั่วโมงถึงจะเห็นผลเร็วที่สุด?

ไม่มีจำนวนชั่วโมงที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน Cambridge ระบุว่าความเร็วในการพัฒนาขึ้นอยู่กับเป้าหมาย แรงจูงใจ โอกาสในการใช้ภาษา และปัจจัยอื่น ๆ ของผู้เรียน สิ่งสำคัญคือควรวางเวลาเรียนและเวลาฝึกให้ทำได้อย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสนำภาษาไปใช้จริงนอกเหนือจากการเรียนในคลาส

2. ทำไมเรียนภาษาอังกฤษมาหลายปี แต่ยังพูดไม่คล่อง?

จำนวน "ปีที่เรียน" ไม่ได้เท่ากับจำนวน Guided Learning Hours และไม่ได้บอกว่าผู้เรียนมีโอกาสใช้ภาษาในลักษณะใดบ้าง การเรียนภาษาเป็นเวลาหลายปีจึงไม่ได้หมายความว่าได้รับการฝึกทักษะในรูปแบบเดียวกันหรือมีโอกาสใช้ภาษาเท่ากันทั้งหมด

3. อายุมีผลต่อการเรียนภาษาอังกฤษไหม?

อายุเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนภาษา แต่ตัวเลข 100–200 ชั่วโมงที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นแนวทางสำหรับ motivated adult learners โดยเฉพาะ จึงไม่ควรนำไปใช้กับผู้เรียนทุกช่วงวัยโดยตรง

4. ตัวเลข 100–200 ชั่วโมงใช้ได้กับทุกระดับไหม?

ไม่ควรตีความว่าแต่ละระดับต้องใช้ 100–200 ชั่วโมงเท่ากัน Cambridge ยกตัวอย่างว่า A1→A2 อยู่ที่ประมาณ 100–150 ชั่วโมง ขณะที่ B1→B2 อาจอยู่ที่ 180–260 ชั่วโมง และยังมีตัวอย่างที่แสดงตัวเลขแตกต่างกันในระดับ C1 และ C2 ด้วย

5. ถ้าเริ่มจาก A1 ต้องเรียนกี่ชั่วโมงถึง C2?

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกคน ในตัวอย่างหนึ่งของ Cambridge สำหรับผู้เรียนผู้ใหญ่ในบริบทการเรียนรู้ที่เหมาะสม มีการประมาณชั่วโมงสะสมจาก A1 ถึง C2 ไว้ที่ประมาณ 1,030–1,450 Guided Learning Hours แต่ Cambridge ระบุชัดว่าตัวเลขนี้เป็น illustrative example และไม่ได้ผ่านการยืนยันด้วย empirical research จึงไม่ควรนำไปใช้เป็นเกณฑ์ตายตัวสำหรับผู้เรียนทุกคน


 

สรุปต้องเรียนภาษาอังกฤษกี่ชั่วโมงถึงเก่ง?

ถ้าใช้ CEFR เป็นกรอบอ้างอิง Cambridge English ระบุว่า motivated adult learners โดยทั่วไปใช้ประมาณ 100–200 Guided Learning Hours เพื่อขยับ 1 ระดับ CEFR แต่แต่ละช่วงอาจใช้เวลาแตกต่างกัน เช่น A1→A2 ประมาณ 100–150 ชั่วโมง และ B1→B2 ประมาณ 180–260 ชั่วโมง

เหตุผลที่ระดับสูงขึ้นใช้เวลามากขึ้นมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ intermediate plateau (การพัฒนาเล็กน้อยที่ระดับต้นมีผลต่อการสื่อสารมากกว่า) และการที่ผู้เรียนระดับสูงสามารถใช้ภาษาจากโลกจริงทดแทนชั่วโมงในห้องเรียนได้มากขึ้น

ดังนั้น แทนที่จะถามว่า "ต้องเรียนกี่เดือนถึงเก่ง?" อาจลองเปลี่ยนเป็น

"ตอนนี้เราอยู่ระดับไหน ต้องการไปถึงระดับไหน และแต่ละสัปดาห์มีเวลาฝึกภาษาอังกฤษจริงกี่ชั่วโมง?"

เมื่อรู้ 3 อย่างนี้แล้ว การวางแผนพัฒนาภาษาอังกฤษจะมีเป้าหมายและวัดผลได้ชัดเจนกว่าการนับจำนวนปีที่เรียนเพียงอย่างเดียว

ค้นหาคอร์สที่เหมาะกับคุณ
พร้อมทดสอบวัดระดับฟรี


   หรือ    โทรเลย 02-026-6683