ฝึกอ่านภาษาอังกฤษให้เก่ง พร้อม 7 เคล็ดลับ + บทอ่าน

179 VIEWS | 2 MINS READ Monday 31 / 08 / 2026


การ ฝึกอ่านภาษาอังกฤษ ช่วยเพิ่มคลังคำศัพท์ ทำให้คุ้นเคยกับโครงสร้างประโยค และเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน อาจลองฝึกจากเนื้อหาสั้นๆ ที่เหมาะกับระดับของตัวเองก่อน บทความนี้ Globish รวม 7 เคล็ดลับฝึกอ่านภาษาอังกฤษ พร้อม บทอ่านภาษาอังกฤษหลายระดับ ให้ลองฝึกจริง ทั้งการอ่านออกเสียง จับใจความ และสรุปสิ่งที่อ่านเป็นประโยคของตัวเอง เพื่อช่วยพัฒนาจากการอ่านไปสู่การพูดได้อย่างมั่นใจ

ทำไมการฝึกอ่านภาษาอังกฤษถึงสำคัญ?

การอ่านภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ภาษา เพราะช่วยให้เราได้พบกับคำศัพท์ สำนวน และโครงสร้างประโยคที่หลากหลาย ยิ่งอ่านเป็นประจำ ก็ยิ่งคุ้นเคยกับภาษาและสามารถนำไปต่อยอดกับการฟังและการพูดได้

ประโยชน์ของการฝึกอ่านภาษาอังกฤษ ได้แก่

  • เพิ่มคลังคำศัพท์
  • เข้าใจโครงสร้างประโยคได้ดีขึ้น
  • คุ้นเคยกับสำนวนและการใช้ภาษา
  • จับใจความได้เร็วขึ้น
  • นำคำศัพท์และประโยคไปใช้พูดและเขียนได้

 

7 เคล็ดลับฝึกอ่านภาษาอังกฤษให้เก่งขึ้น

1. เริ่มจากเรื่องที่อ่านง่ายและสนใจ

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม ฝึกอ่านภาษาอังกฤษเบื้องต้น ควรเลือกเนื้อหาที่เหมาะกับระดับและเป็นเรื่องที่สนใจ เช่น ข่าวสั้น ๆ บทสนทนา อาหาร ท่องเที่ยว เพลง หรือภาพยนตร์ เมื่อเนื้อหาน่าสนใจ จะช่วยให้มีแรงจูงใจและฝึกได้อย่างต่อเนื่อง

2. อ่านภาษาอังกฤษทุกวัน วันละนิดก็ได้

การฝึกภาษาอังกฤษไม่จำเป็นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอ

เริ่มจาก 10–15 นาทีต่อวัน แล้วค่อยเพิ่มเวลาเมื่อเริ่มคุ้นเคยกับการอ่าน สิ่งสำคัญคือเลือกเวลาที่สามารถทำได้จริงและฝึกอย่างต่อเนื่อง

3. ฝึกเดาความหมายจากบริบท ไม่ต้องแปลทุกคำ

เมื่อเจอคำศัพท์ที่ไม่รู้ ไม่จำเป็นต้องเปิด Dictionary ทุกคำ ลองอ่านประโยคและบริบทโดยรอบ แล้วเดาความหมายก่อน

หากเป็นคำสำคัญหรือเจอบ่อย ค่อยเปิด Dictionary เพื่อดูความหมายเพิ่มเติม วิธีนี้ช่วยฝึกทั้งการอ่านและการเดาความหมายจากบริบท

ตัวอย่างที่ 1

  • I was exhausted after working all day, so I went straight to bed.

ถ้าไม่รู้คำว่า exhausted ให้ลองดูบริบทที่อยู่รอบ ๆ เช่น working all day และ went straight to bed ซึ่งบอกเป็นนัยว่าเจ้าตัวน่าจะรู้สึกเหนื่อยมาก ดังนั้นเราจึงสามารถเดาได้ว่า exhausted หมายถึง เหนื่อยมากหรือหมดแรง

ตัวอย่างที่ 2

  • The restaurant was crowded, so we had to wait for a table.

แม้ไม่รู้คำว่า crowded แต่จากประโยคที่บอกว่า we had to wait for a table แสดงว่ามีคนจำนวนมากจนไม่มีโต๊ะว่าง จึงพอเดาได้ว่า crowded หมายถึง คนเยอะหรือแออัด

เทคนิคง่าย ๆ: เมื่อเจอคำที่ไม่รู้ ลองถามตัวเองก่อนว่า “จากประโยคนี้ คำนี้น่าจะหมายถึงอะไร?” แล้วค่อยเปิด Dictionary เพื่อตรวจสอบความหมายภายหลัง

การฝึกแบบนี้จะช่วยให้เราคุ้นเคยกับการเข้าใจภาษาอังกฤษจากบริบท แทนที่จะต้องแปลทีละคำ

4. จดคำศัพท์ที่เจอบ่อยและนำไปใช้จริง

ไม่จำเป็นต้องจดทุกคำ เลือกคำศัพท์หรือวลีที่เจอบ่อยและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันหรือการทำงาน พร้อมจดตัวอย่างประโยคไว้ด้วย เพื่อช่วยให้จำและนำไปใช้ได้จริง

Schedule (สเก-ดูล) = ตารางเวลา / กำหนดการ

  • I need to check my schedule first.

การเรียนรู้คำศัพท์จากประโยคช่วยให้เข้าใจวิธีใช้และนำไปพูดหรือเขียนได้ง่ายขึ้น

5. อ่านออกเสียงเพื่อฝึกทั้งการอ่านและการพูด

การอ่านออกเสียงช่วยเชื่อมทักษะ Reading และ Speaking เข้าด้วยกัน ลองอ่านช้า ๆ สังเกตการออกเสียงและจังหวะ จากนั้นอ่านซ้ำให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น:

Could you give me a moment?
= ขอเวลาฉันสักครู่ได้ไหม

ลองนำประโยคที่เจอไปฝึกพูดในสถานการณ์จริง เพื่อให้คุ้นเคยและนำไปใช้ได้ง่ายขึ้น

6. ฝึกจับใจความแทนการแปลทุกคำ

4 คำถามทองคำ ช่วยฝึกจับใจความ

วิธีฝึกจับใจความภาษาอังกฤษแทนการแปลทุกคำ คือมีเป้าหมายของการอ่าน เข้าใจว่าเนื้อหากำลังพูดถึงอะไร ไม่จำเป็นต้องแปลทุกคำ ลองถามตัวเองว่า

  • เรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร?
  • ใครกำลังทำอะไร?
  • ประเด็นสำคัญคืออะไร?
  • ผู้เขียนต้องการสื่ออะไร?

การฝึกจับใจความจะช่วยให้อ่านได้เร็วขึ้นและลดความกังวลเมื่อเจอคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย

7. เพิ่มระดับความยากทีละขั้น

เมื่ออ่านเนื้อหาระดับเดิมได้คล่องแล้ว ค่อยเพิ่มความยาก เช่น

ระดับเริ่มต้น (Beginner)
เริ่มจากเนื้อหาสั้น ๆ ที่ใช้คำศัพท์และโครงสร้างประโยคไม่ซับซ้อน เช่น เรื่องราวในชีวิตประจำวัน บทสนทนา หรือเรื่องสั้นสำหรับผู้เรียนภาษาอังกฤษ

ระดับกลาง (Intermediate)
เมื่อเริ่มอ่านประโยคทั่วไปได้คล่องขึ้น ลองเพิ่มความยาวและความซับซ้อนของเนื้อหา เช่น บทความเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ การทำงาน การเดินทาง หรือข่าวสั้น

ระดับสูง (Advanced)
สำหรับคนที่อ่านบทความทั่วไปได้ค่อนข้างคล่อง ลองอ่านเนื้อหาที่มีศัพท์เฉพาะและความคิดเห็นมากขึ้น เช่น ข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ บทวิเคราะห์ บทความด้านธุรกิจ เทคโนโลยี หรือประเด็นระดับโลก

จำง่าย ๆ: อ่านสิ่งที่ “ยากกว่าระดับปัจจุบันเล็กน้อย” จะช่วยให้พัฒนาทักษะได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่รู้สึกยากจนเกินไป


 

ฝึกอ่านภาษาอังกฤษวันละกี่นาทีถึงจะเห็นผล?

สำหรับผู้เริ่มต้น วันละ 10–15 นาที ก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือฝึกอย่างสม่ำเสมอ

ตัวอย่างง่าย ๆ

  • สัปดาห์ที่ 1: อ่านวันละ 10 นาที
  • สัปดาห์ที่ 2: เพิ่มเป็นวันละ 15 นาที พร้อมจดคำศัพท์
  • สัปดาห์ที่ 3: อ่าน 15–20 นาที และลองสรุปใจความ
  • หลังจากนั้น: ค่อยเพิ่มระดับความยาก

ไม่จำเป็นต้องรีบอ่านให้เร็ว สิ่งสำคัญคืออ่านแล้วเข้าใจและนำไปใช้ต่อได้


 

ถ้าอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ควรเริ่มอย่างไร?

ขั้นตอนเริ่มต้นฝึกอ่านภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มต้น

5 ขั้นตอน ซ้อมอ่านให้เก่งขึ้น

ถ้ารู้สึกว่า อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก อย่าเพิ่งกดดันตัวเอง เพราะการอ่านเป็นทักษะที่ฝึกได้ โดยเริ่มจาก

  1. ทบทวนคำศัพท์พื้นฐาน
  2. ฝึกอ่านประโยคสั้น ๆ
  3. อ่านออกเสียงควบคู่กัน
  4. เลือกเนื้อหาที่ไม่ยากเกินไป
  5. อ่านซ้ำเพื่อสร้างความคุ้นเคย

หากเจอประโยคที่ไม่เข้าใจ ลองแบ่งประโยคออกเป็นส่วน ๆ และดูบริบทก่อน ไม่จำเป็นต้องแปลทุกคำ


 

ฝึกอ่านภาษาอังกฤษช่วยให้พูดภาษาอังกฤษได้ไหม?

ช่วยได้ แต่การอ่านอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะการพูดต้องอาศัยการฝึกนำภาษาไปใช้จริงด้วย การอ่านช่วยเพิ่มคลังคำศัพท์ สำนวน และรูปแบบประโยคที่สามารถนำมาปรับใช้ในการสื่อสารได้ เช่น

I'll get back to you shortly. = ฉันจะติดต่อกลับไปเร็ว ๆ นี้

ลองอ่านออกเสียงและนำประโยคที่เจอไปฝึกใช้ในสถานการณ์จริง เช่น การพูดกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้า วิธีนี้ช่วยเปลี่ยนสิ่งที่ “อ่านเข้าใจ” ให้กลายเป็นภาษาที่สามารถนำไปใช้พูดได้

หากต้องการพัฒนาทั้งการอ่านและการพูด ลองฝึกด้วยวิธี อ่าน → ฟัง → พูดตาม → นำไปใช้จริง เพื่อให้คุ้นเคยกับทั้งคำศัพท์ รูปประโยค การออกเสียง และจังหวะของภาษา

การฝึกอ่านเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาภาษาอังกฤษ แต่หากต้องการพัฒนาทักษะให้ครบทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน ควรฝึกแต่ละทักษะควบคู่กันไป สามารถดูแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ วิธีพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้เก่งขึ้น


 

แนะนำประเภทเนื้อหาที่เหมาะกับการฝึกอ่านแต่ละระดับ

การเลือกบทอ่านให้เหมาะกับระดับของตัวเองเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เพราะถ้าเนื้อหายากเกินไป อาจทำให้เราเสียเวลาไปกับการแปลคำศัพท์มากกว่าการทำความเข้าใจเนื้อหา

ระดับ

ประเภทเนื้อหาที่เหมาะ

ตัวอย่างหัวข้อ

Beginner

บทสนทนา เรื่องสั้น และเรื่องใกล้ตัว

กิจวัตรประจำวัน อาหาร ครอบครัว งานอดิเรก

Beginner–Intermediate

บทความสั้นและเรื่องราวทั่วไป

การเดินทาง สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ วันหยุด

Intermediate

บทความทั่วไป ข่าวสั้น และเนื้อหาเกี่ยวกับการทำงาน

การทำงาน เทคโนโลยี การเรียน การพัฒนาตัวเอง

Intermediate–Advanced

บทความที่มีรายละเอียดและความคิดเห็นมากขึ้น

ธุรกิจ การทำงานกับคนต่างชาติ Productivity

Advanced

ข่าว บทวิเคราะห์ และบทความเฉพาะทาง

Business, Technology, Global Issues

เคล็ดลับ: ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจเกือบทุกประโยค แสดงว่าเนื้อหาอาจยากเกินไป ลองลดระดับลงก่อน แล้วค่อยกลับมาเพิ่มความยากเมื่ออ่านได้คล่องขึ้น

 

ตัวอย่างสั้นๆ สำหรับฝึกอ่านภาษาอังกฤษ

ลองเลือกบทอ่านให้เหมาะกับระดับของตัวเอง อ่านออกเสียงอย่างน้อย 1 รอบ จากนั้นลองจับใจความและสรุปสิ่งที่อ่านเป็นภาษาอังกฤษ 1 ประโยค

1. My Morning Routine

ระดับเริ่มต้น (Beginner)

I wake up at 6 AM every day. First, I drink a glass of water. Then, I take a shower and get dressed. After that, I eat breakfast with my family before going to work.

คำศัพท์น่ารู้:

  • routine (รู-ทีน) = กิจวัตรประจำวัน
  • take a shower = อาบน้ำ
  • get dressed = แต่งตัว

 

 

2. My Favorite Food

ระดับเริ่มต้น (Beginner)

My favorite food is fried rice. I usually eat it for lunch or dinner. I like it because it is simple, delicious, and easy to find. Sometimes, I cook fried rice at home with eggs, vegetables, and chicken.

คำศัพท์น่ารู้:

  • favorite = ที่ชื่นชอบ
  • delicious = อร่อย
  • vegetables = ผัก
  • cook = ทำอาหาร

 

 

3. A Weekend With My Family

ระดับเริ่มต้น (Beginner)

On weekends, I usually spend time with my family. On Saturday morning, we go to a local market and have breakfast together. In the afternoon, we often watch a movie at home. Sunday is a relaxing day before we start a new week.

คำศัพท์น่ารู้:

  • spend time = ใช้เวลา
  • local market = ตลาดท้องถิ่
  • together = ด้วยกัน
  • relaxing = ผ่อนคลาย

 

 

4. Planning a Trip

ระดับเริ่มต้น–กลาง (Beginner–Intermediate)

I am planning a trip with my friends next month. We want to visit a small beach town and stay there for three days. Before the trip, we need to book a hotel, plan our transportation, and decide what places to visit. Making a plan helps us save time and avoid problems during the trip.

คำศัพท์น่ารู้:

  • planning = การวางแผน
  • transportation = การเดินทาง/การขนส่ง
  • decide = ตัดสินใจ
  • avoid = หลีกเลี่ยง

 

 

5. Working From Home

ระดับกลาง (Intermediate)

More people are choosing to work from home these days. It saves time on commuting and allows for a flexible schedule. However, it can be difficult to stay focused without a proper workspace. Setting a clear routine helps balance work and personal life.

คำศัพท์น่ารู้:

  • commuting (คอม-มิว-ติ้ง) = การเดินทางไปทำงาน
  • flexible = ยืดหยุ่น
  • workspace = พื้นที่ทำงาน
  • balance = สร้างสมดุล

 

 

6. Learning English at Work

ระดับกลาง (Intermediate)

English is becoming more important in many workplaces. Employees may need to write emails, join meetings, or communicate with international colleagues in English. Practicing a little every day can make communication easier and increase confidence. The key is to use English regularly instead of waiting until you feel completely ready.

คำศัพท์น่ารู้:

  • workplace = สถานที่ทำงาน
  • communicate = สื่อสาร
  • colleagues = เพื่อนร่วมงาน
  • confidence = ความมั่นใจ

 

 

7. Managing Time Effectively

ระดับกลาง (Intermediate)

Managing time well can help people work more efficiently. One useful method is to make a list of important tasks at the beginning of the day. Instead of trying to do everything at once, focus on one task at a time. Taking short breaks can also help you stay focused and avoid feeling overwhelmed.

คำศัพท์น่ารู้:

  • efficiently = อย่างมีประสิทธิภาพ
  • important tasks = งานสำคัญ
  • focus = จดจ่อ
  • overwhelmed = รู้สึกว่างานหรือสิ่งต่าง ๆ มากเกินไปจนรับมือไม่ไหว

 

 

8. Working With an International Team

ระดับกลาง (Intermediate)

Working with an international team can be a great opportunity to learn from people with different experiences and perspectives. However, communication can sometimes be challenging because team members may have different communication styles. Listening carefully, asking questions, and explaining ideas clearly can help everyone work together more effectively.

คำศัพท์น่ารู้:

  • international = นานาชาติ
  • perspectives = มุมมอง
  • challenging = ท้าทาย
  • effectively = อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

9. The Importance of Continuous Learning

ระดับกลาง–สูง (Intermediate–Advanced)

The workplace is changing quickly, so learning new skills is becoming increasingly important. Continuous learning allows people to adapt to new technologies, improve their performance, and discover new career opportunities. Instead of seeing learning as something that ends after graduation, it can be viewed as a long-term investment in personal and professional growth.

คำศัพท์น่ารู้:

  • continuous learning = การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
  • adapt = ปรับตัว
  • increasingly = มากขึ้นเรื่อย ๆ
  • professional growth = การเติบโตในสายอาชีพ

 

 

10. How Technology Is Changing the Workplace

ระดับสูง (Advanced)

Technology is transforming the way people work. Digital tools and artificial intelligence can help employees complete repetitive tasks, analyze information, and collaborate across different locations. At the same time, employees need to develop new skills and learn how to use these technologies effectively. The ability to adapt and continue learning will become increasingly valuable in the modern workplace.

คำศัพท์น่ารู้:

  • transforming = เปลี่ยนแปลงอย่างมาก
  • repetitive tasks = งานที่ต้องทำซ้ำ ๆ
  • collaborate = ทำงานร่วมกัน
  • adapt = ปรับตัว

 

ลองฝึกทันที

เลือกบทอ่านที่เหมาะกับระดับของตัวเอง แล้วทำตาม 3 ขั้นตอนนี้

1. อ่านออกเสียง
อ่านบทความอย่างน้อย 1 รอบ โดยไม่ต้องหยุดแปลทุกคำ

2. จับใจความ
ลองตอบตัวเองว่า “บทความนี้กำลังพูดถึงอะไร?”

3. สรุปด้วยตัวเอง
เขียนสรุปสิ่งที่อ่านเป็นภาษาอังกฤษ 1 ประโยค โดยไม่เปิดดูบทความ

Tip: ถ้ายังอ่านไม่คล่อง ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากบทที่ยากที่สุด ลองเริ่มจาก Beginner แล้วค่อยเพิ่มระดับความยากเมื่อรู้สึกว่าอ่านได้คล่องขึ้น


 

บทความฝึกภาษาอังกฤษที่น่าสนใจ

5 เทคนิค อ่านภาษาอังกฤษให้เข้าใจเร็วขึ้น!

ฝึกอ่านไว้ไม่มีโป๊ะ กับพยัญชนะ C G H ที่ไม่ต้องออกเสียง!


 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฝึกอ่านภาษาอังกฤษ

1. ฝึกอ่านภาษาอังกฤษสำหรับมือใหม่ควรเริ่มจากอะไร?

เริ่มจากเนื้อหาสั้น ๆ ที่มีคำศัพท์พื้นฐานและเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สนใจ เช่น บทสนทนา เรื่องราวในชีวิตประจำวัน หรือบทความสั้น ๆ เมื่อเริ่มคุ้นเคยแล้วจึงค่อยเพิ่มระดับความยาก

2. ฝึกอ่านภาษาอังกฤษวันละกี่นาทีดี?

เริ่มจากวันละ 10–15 นาที และฝึกอย่างสม่ำเสมอ เมื่ออ่านได้คล่องขึ้นจึงค่อยเพิ่มระยะเวลา

3. อ่านภาษาอังกฤษไม่ออกควรทำอย่างไร?

เริ่มจากคำศัพท์และประโยคพื้นฐาน เลือกเนื้อหาที่ไม่ยากเกินไป และฝึกอ่านออกเสียง หากเจอคำที่ไม่รู้จัก ลองเดาความหมายจากบริบทก่อน

4. ฝึกอ่านภาษาอังกฤษช่วยเรื่องการพูดได้ไหม?

ช่วยได้ เพราะการอ่านทำให้ได้เรียนรู้คำศัพท์ สำนวน และโครงสร้างประโยค หากอ่านออกเสียงและนำประโยคไปฝึกใช้ ก็ช่วยต่อยอดจากการอ่านไปสู่การพูดได้เช่นกัน

5. มีวิธีฝึกอ่านภาษาอังกฤษด้วยตัวเองอย่างไร?

อ่านวันละ 10–15 นาที เลือกเนื้อหาที่สนใจ จดคำศัพท์ที่ใช้บ่อย ฝึกจับใจความ และอ่านออกเสียงควบคู่กัน โดยเน้นการฝึกอย่างต่อเนื่อง

ค้นหาคอร์สที่เหมาะกับคุณ
พร้อมทดสอบวัดระดับฟรี


   หรือ    โทรเลย 02-026-6683